Please reload

Recent Posts

ปลูกผมด้วยการย้ายเซล หรือ ศัลยกรรมปลูกผม คืออะไร?

July 27, 2017

1/1
Please reload

Featured Posts

ปลูกผมด้วยการย้ายเซล หรือ ศัลยกรรมปลูกผม คืออะไร?

 

 

การปลูกผม หรือศัลยกรรมปลูกผมคือการผ่าตัดย้ายรากผมที่แข็งแรงมาทดแทนผมที่หลุดร่วงไปแล้วจากสาเหตุต่างๆ ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่มีปัญหาผมบางศีรษะล้านจะมีปัญหามาจากพันธุกรรม หรือที่เรียกว่า Androgenic alopecia ในผู้ขายเป็นสาเหตุหลักถึง 90% ส่วนในผู้หญิงเป็นสาเหตุหลักถึง 70% หลักการทั่วไปคือย้ายรากผมบริเวณท้ายทอยมาปลูกทดแทนในส่วนที่ต้องการ

 

 

 

 

สาเหตุที่เป็นพันธุกรรมนั้นคือเกิดจาก ยีน (gene) ที่ผิดปกติ อาจไม่มีประวัติในครอบครัวได้ถึง 20% ของเคส ซึ่งตัวคนไข้เองอาจจะไม่อยากเชื่อว่าเกิดจากพันธุกรรม อย่างไรก็ตามหากได้ตามประวัติไปถึงบรรพบุรุษ จะต้องพบมีคนที่มีปัญหาแบบเดียวกันอย่างแน่นอน

 

 

เหตุใดรากผมที่แข็งแรงกว่าจึงอยู่บริเวณท้ายทอย?

 

จากการศึกษาพบว่ารากผมบริเวณท้ายทอยและขมับสองข้าง หน่วยพันธุกรรมจะมีความแข็งแรงมากกว่ารากผมที่อยู่ตรงกลางหนังศีรษะ และมีความทนทานต่อความเครียดที่มากระทบต่อรากผม รวมทั้งไม่ตอบสนองต่อฮอร์โมนเพศชายที่มากระตุ้นให้ร่วง ดังนั้น อายุขัยของเซลล์รากผมที่บริเวณท้ายทอยจึงยาวนานกว่าผมในส่วนอื่นๆ อาจเรียกได้ว่าคงทนตลอดชีวิต และเมื่อย้ายรากผมตรงบริเวณนี้ไปปลูกที่ตำแหน่งอื่นๆของร่างกาย ผมที่ขึ้นก็ยังคงคุณสมบัติเดียวกันนี้ไปตลอด เป็นที่พิสูจน์แน่ชัดแล้วว่าเป็นเช่นนั้นเนื่องจากการผ่าตัดปลูกถ่ายรากผมมีประวัติศาสตร์มายาวนานตั้งแต่ก่อนสงครามโลก และผู้ที่ได้รับการผ่าตัดในยุคแรกๆเมื่อติดตามการรักษาจนปัจจุบัน ผมที่ปลูกก็ยังอยู่ดีคงทน อาจมีการบางลงบ้างเพราะอายุที่มากขึ้นขนาดเส้นผมจะเล็กลงเล็กน้อย แต่ก็ยังมีปริมาณผมที่ปลูกอยู่มากเหมือนเช่นตอนที่ปลูกใหม่ๆ

 

ภาวะศีรษะล้านจากพันธุกรรมจะมีรูปแบบที่ค่อนข้างตายตัว พิจารณาจากภาพประกอบซึ่งเป็นรูปแบบที่ได้ศึกษาในประชากรทั่วไป โดย Dr. Norwood & Dr.Hamilton

 

 

 

 

วิธีการผ่าตัดแตกต่างจากการรักษาด้วยยาอย่างไร?

 

การรักษาภาวะผมร่วงจากพันธุกรรมนั้น มีการรักษามาตรฐานคือการรักษาด้วยยา โดยยาที่ได้รับการพิสูจน์ว่าได้ผลจริง รวมทั้งผ่านมาตรฐาน US FDA มีเพียงสองชนิดได้แก่

 

-        Finasteride ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของฮอร์โมนเพศชายบางส่วนที่เรียกว่า DHT หรือ Dihydrotestosterone ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่กระตุ้นให้รากผมที่พันธุกรรมอ่อนแอหลุดร่วงได้ง่าย ยา Finasterde สามารถลดการทำงานของ DHT ได้ถึง 70% ดังนั้นจึงช่วยชะลออาการผมร่วงจากพันธุกรรมได้อย่างมีนยสำคัญ แต่ข้อเสียของยาชนิดนี้คือมีผลข้างเคียงบางอย่างที่ไม่พึงปรารถนา ได้แก่ การหย่อนความต้องการทางเพศ จำนวนสเปิร์มลดลง ก้อนไตที่เต้านมในผู้ชาย อาการปวดหน่วงที่ต่อมลูกหมาก อย่างไรก็ตามผลข้างเคียงที่พบมีปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพของยา ก่อนบริหารยาควรปรึกษาแพทย์

 

-        Minoxidil ยากลุ่มนี้มีกลไกการออกฤทธิ์ที่ยังไม่ชัดเจน ทฤษฎีที่เชื่อมากที่สุดคือช่วยการขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงรากผม โดยยากลุ่มนี้มีผลต่อความดันและระบบไหลเวียนโลหิตร่วมด้วย การบริหารยาที่ได้รับการยอมรับในแง่ความปลอดภัยคือการใช้เฉพาะที่ ส่วนใหญ่จึงเป็นยาทา ความเข้มข้นที่ใช่ได้ผลได้แก่ 5% ผลข้างเคียงส่วนใหญ่เกิดเฉพาะที่เช่น การคัน ผื่นแพ้ ผลข้างเคียงที่รุนแรงแทบไม่มี

 

ยาทั้งสองชนิดควรใช้อย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อหยุดใช้ผมก็จะกลับมาร่วงอีกดังเดิม เปรียบเหมือนคนไข้เบาหวานที่ต้องการรับยากดระดับน้ำตาลไปตลอด ทั่วไปจะได้ผลดีกับผมด้านบนศีรษะ ผมที่หน้าผากมักไม่ค่อยตอบสนองต่อยา

 

การผ่าตัดนั้นเรียกได้ว่าเป็นการชดเชยส่วนที่เสียไปแล้ว แม้ผ่าตัดปลูกผมไปแล้ว แพทย์ก็มักยังแนะนำให้ใช้ยาร่วมด้วยเพื่อป้องกันผมส่วนที่ยังไม่ร่วงไป ผมที่ปลูกจะอยู่คงทนไปเรื่อยๆ ขณะที่ผมแท้ๆอาจหลุดร่วงไปอีกได้จากพันธุกรรมกำหนด

 

 

 

วิธีการผ่าตัดย้ายรากผม Hair Transplantation

 

หลักการเปรียบเทียบคือ หนังศีรษะของเราเป็นดินเดียวกันหมด แต่รากผมแต่ละตำแหน่งคือต้นไม้ต่างพันธุ์ รากผมที่บริเวณท้ายทอยนั้นเป็นไม้ยืนต้นในขณะที่รากผมที่บริเวณด้านบนของหนังศีรษะเป็นไม้ล้มลุก ไม้ล้มลุกมีอายุขัยของมัน เมื่อกำลังจะตายต้นจะเล็กลงเรื่อยๆจนเหลือแค่รูขุมขน ดังนั้น เมื่อเราย้ายรากไม้ที่แข็งแรงกว่ามาปลูกแทนที่ก็ได้ต้นไม้ที่แข็งแรงมาทดแทน

 

หลักการนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นจริง ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1939 เมื่อนายแพทย์ Okuda ชาวญี่ปุ่นได้ทำการปลูกถ่ายรากผมได้สำเร็จเป็นรายแรกของโลกในคนไข้บาดแผลไฟไหม้ หลังจากนั้นศาสตร์ด้านการผ่าตัดย้ายรากผมได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องและนายแพทย์ Norman Orentreich ชาวสหรัฐอเมริกาได้พัฒนาการปลูกผมอย่างจริงจังเพื่อการรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาศีรษะล้าน จนในปัจจุบันการรักษาด้วย Hair Transplantation หรือศัลยกรรมปลูกผมได้รับการยอมรับว่าเป็นการรักษาชนิดเดียวที่ได้ผลถาวรในการดำรงของเส้นผมบนหนังศีรษะ

 

 

 

 

 

การปลูกผมด้วยวิธีผ่าตัดแบบแผง Strip Harvesting

 

เป็นการผ่าตัดมาตรฐานที่ใช้มากกว่า 90% โดยตัดหนังศีรษะที่ท้ายทอยเป็นแผงออกมาจากบริเวณท้ายทอย แล้วทำการแยกเฉพาะรากผมที่ต้องการ โดยใช้กล้องจุลทรรศน์ จนได้หน่วยรากผมที่เล็กที่สุดที่สามารถนำไปปลูกได้

 

 

Diagram แสดงการผ่าตัดอย่างง่าย หนังศีรษะที่มีผมถาวรอยู่จะถูกนำมาแบ่งเป็นกอเล็กๆ แล้วนำกลับมาปลูกในตำแหน่งที่ต้องการ จุดประที่เห็นคือบริเวณที่เรียกว่า Safe area ซึ่งจะเป็นบริเวณผมถาวร 

 

 

 

เมื่อนำรากผมไปปลูกในบริเวณที่ต้องการแล้ว ผมจะเข้าสู่ระยะพัก [Telogen phase] โดยจะปลิดร่วงไปก่อนในระยะเวลา 3 สัปดาห์ รากจะพักไม่ผลิตเส้นผมเป็นเวลาประมาณ 3-4 เดือน แล้วจึงเข้าสู่ระยะเจริญเติบโตใหม่ [Anagen phase] ดังนั้นผู้ที่รับการปลูกถ่ายรากผมจะสังเกตเป็นผมขึ้นหลังจากผ่าตัดประมาณ 3-4 เดือน โดยเมื่อแรกจะขึ้นมาเป็นขนอ่อนๆ แล้วค่อยๆ พัฒนาเติบโตขึ้นเป็นผมเส้นโตแข็งแรง  ทั้งหมดใช้ระยะเวลาประมาณ 10-12 เดือนเพื่อเห็นผลการรักษา

 

วิธีนี้เป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้มากที่สุด เนื่องจากกราฟท์หรือรากผมที่ได้จะเป็นกราฟท์ที่มีคุณภาพมากที่สุด มีการเสียหายบอบช้ำจากการผ่าตัดน้อยที่สุด เมื่อนำมาปลูกก็จะได้ผลหรือโอกาสรอดของรากผมมากที่สุดเกือบ 100% แต่ข้อเสียของวิธีการนี้คือมีแผลเป็นยาวที่ท้ายทอย ซึ่งบางกรณีถ้าแผลใหญ่มากก็จำเป็นที่จะต้องไว้ผมให้ยาวเพียงพอที่จะปกปิด อีกทั้งยังต้องการการพักฟื้นพอสมควรประมาณ 1 สัปดาห์ จึงได้เกิดการพัฒนาเทคนิกทางเลือกที่ใช้การเจาะเอารากผมขึ้นมาทีละหน่วย ทำให้แผลเป็นน้อยลง พักฟื้นเร็วขึ้น

 

 

 

 

 

 

การปลูกผมด้วยวิธีการเจาะหรือ Follicular unit extraction [FUE]

 

เมื่อการผ่าตัดตามปกติมีข้อเสียคือแผลเป็นยาว เทคนิกการเจาะเอารากผมเพื่อไปใช้ปลูกจึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น วิธีการคือใช้หัวเจาะขนาดเล็กที่มีความคมเจาะเอารากผมขึ้นมาโดยต้องใช้เทคนิกที่ดีและความละเอียดประณีตอย่างมาก เนื่องจากการเจาะลงไปถ้าไม่ชำนาญจะทำให้หัวเจาะไปตัดรากผมขาดได้ การผ่าตัดแบบเจาะจึงต้องใช้ฝีมือและเวลาในการผ่าตัดนานกว่า รากผมที่ได้จะมีความชอกช้ำมากกว่าการผ่าตัดแบบมาตรฐานเมื่อนำไปปลูกโอกาสงอกขึ้นใหม่จึงน้อยกว่าประมาณ 10-15% เมื่อเทียบกับวิธีมาตรฐาน บวกกับค่าใช้จ่ายก็มากกว่าเพราะทำได้ยาก ใช้เวลานาน แม้ว่าปัจจุบันจะมีการพัฒนาแขนกลหรือโรบ็อต*เพื่อช่วยให้การผ่าตัดง่ายขึ้นแต่ทักษะของผู้ใช้เครื่องมือก็ยังมีความสำคัญอยู่มาก อย่างไรก็ตามการใช้วิธีเจาะนี้มีข้อดีในเรื่องของแผลเป็นที่บริเวณท้ายทอยเพราะแผลที่เหลืออยู่จะเป็นแผลเล็กๆ ขนาดเท่ารูขุมขน แม้จะตัดผมสั้นมากก็ยังไม่เห็นแผล และการพักฟื้นหลังผ่าตัด การปวดแผลน้อยกว่าวิธีมาตรฐานมาก

 

 

 

หลังการคือใช้หัวเจาะขนาดเล็ก เลือกเจาะผ่านผิวหนังในแนวขนานกับรากผม และดึงขึ้นมา

 

 

 

ภาพตัวอย่างหัวเจาะและรากผมที่ได้จากวิธีดังกล้าว สังเกตว่าวิธีการนี้จะต้องโกนผมที่บริเวณที่จะบริจาค ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถทำได้

 

 

 

การฟื้นตัวเร็วกว่าวิธีผ่าตัดปกติถึง 3-5 เท่า การบาดเจ็บ และเจ็บแผลน้อยมาก

 

 

 

*แขนกลหรือหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดจะมีบทบาทเฉพาะในการเจาะเอากราฟท์ออกมาเท่านั้น การปลูกยังต้องใช้ฝีมือคนอยู่เช่นเดิม*

 

 

www.mapleaesthetic.com

Share on Facebook
Share on Twitter
Please reload

Follow Us
Please reload

Search By Tags
Please reload

Archive
  • Facebook Basic Square
  • Twitter Basic Square
  • Google+ Basic Square